นั่งรถไฟไปขุนตาล อุทยานแห่งชาติเดียวที่ไปได้ด้วยรถไฟล้วนๆ (ตอนที่ 1: ชีวิตบนรถไฟ)

Posted by

ปล. Draft นี้เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2019 แต่ไม่ได้ publish ไม่รู้เพราะอะไร แต่กำลังจะกลับมาเขียน blog เลยงัดของเก่ามาปัดฝุ่นหน่อย เรื่องราวอาจเลือนราง แต่ความรู้สึกมันยังชัดเจน 

เรื่องราวมันเริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยที่เรามีรถไฟฟรี จากภาษีประชาชน (มีใครยังจำได้บ้าง?)
เราเองก็เป็นคนที่ไม่เคยใช้รถไฟเลย
เนื่องจากส่วนตัวเกิดมาในจังหวัดที่ไม่มีรถไฟผ่าน เลยรู้สึกอยากลองนั่งรถไฟไปไกลๆดูสักหน

จำไม่ได้ว่าทำไม…. 
แต่ “ดอยขุนตาล” กลายเป็นหนึ่งเป้าหมายที่อยากจะไป ประกอบกับตอนนั้นเค้าฮิตเรื่อง bucket list มาก พวกประเภท 100 สิ่งที่ต้องทำก่อนตาย อะไรทำนองนี้ เลยเอาการนั่งรถไฟไปดอยขุนตาลใส่ไว้ใน bucket list ด้วย

แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ไปสักที….. จนเวลาล่วงเลยไปหลายปี…..


ปี 2019.

ได้อ่าน tweet อันนึงของคุณแฮมมึน แฟนพันธุ์แท้รถไฟไทย พูดถึงรถไฟสายนึงขึ้นมา

ใครสนใจก็ลองเอาคำไปค้นแล้วตามอ่านใน thread เอาเอง
เอาเป็นว่าเรื่องราวมันชวนฝันมาก มากจนคนที่หลงไหลรถไฟ (ที่ไม่เคยนั่งรถไฟไทย) อย่างผมต้องเคลิ้ม

หรือไปตามอ่านใน Thecloud ก็ เยี่ยมยอดไปเลยเหมือนกัน
https://readthecloud.co/express-51-train/

ทริปแบบนี้ควรใช้เวลาประมาณ 3 วัน เพราะจะต้องนั่งรถไฟ และลุ้นว่าจะไปถึงขุนตาลพี่โมง (ตามสไตล์รถไฟไทย)
และเดินขึ้นไปนอนที่ อช. 1 คืนเป็นอย่างน้อยแล้วกลับลงมาเพื่อนั่งรถไฟกลับกรุงเทพ

แต่ด้วยตอนนั้นภาระงานทั้งหลายเป็นภาระงานประเภทที่พลาดไม่ได้ เอาชัวร์เราเลยวางแผนใช้เวลา 4 วันไปเลย เผื่อรถไฟพลาดยังบินกลับทันแบบแน่นอน

12 กค. 2562 สถานนีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)
จะว่าไปสถานนีรถไฟกรุงเทพ ไม่ใช่หัวลำโพงแต่คนเรียกชื่อมันว่าหัวลำโพงจนกระทั่งการรถไฟต้องเอาวงเล็บ หัวลำโพงมาใส่ต่อท้ายด้วย เป็นอันว่าความเคยชินของประชาชน ชนะ!

รถไฟสาย 51 จะออกจากกรุงเทพเวลา 4 ทุ่มตรง และถึงเชียงใหม่เวลา 12:10 ตามตาราง
แต่ไม่มีใครไปถึงเชียงใหม่ 12:10 กันหรอกพ่อหนุ่ม
ส่วนใหญ่เค้าถึง บ่าย 2 บ่าย 3 นั่นแหละ !!
ส่วนขุนตาลนั้นก็ตามตารางคือ 11:00
ส่วนจะถึงจริงเมื่อไหร่ก็ขึ้นอยู่กับเวรกรรมแล้วกัน….

จะว่าไปส่วนหนึ่งในสเน่ห์รถไฟไทย คือความไทยของมันนี่แหละ
เป็นความไม่เร่งรีบ ไม่ยึดติด ไม่มีอะไรตายตัว เอาความสบายใจเป็นหลัก
ส่วนตัวแล้วเป็นคนวางแผนเที่ยวแบบตายตัวมาก กี่โมงทำอะไร ไปไหน เดินทางยังไง นอนยังไง กินอะไร ดูอะไร อยากเห็นอะไร

การได้ขึ้นรถไฟไทยทุกครั้งจึงเป็นการปล่อยวาง
คือความความรู้สึกที่กะเกณฑ์อะไรไม่ได้ คาดหวังไม่ได้ และมีปริศนาธรรมตลอดเวลา (ไว้ค่อยมาเล่าครั้งหลังๆ)
เลยได้ความรู้สึกคล้ายๆ กับการไปเที่ยวต่างประเทศที่แปลก ๆ ที่เราต้องไปมั่วและแก้ปัญหาเอา
นี่น่าจะเป็นสเน่ห์ที่ผมหลงไหลมัน แม้ว่ามันจะไม่ได้ดีก็ตาม

21:00 น. ผมมาก่อนเวลาพอสมควร เพราะกังวลหลายอย่าง
ด้วยเพราะการเดินทางจากที่พักมาสถานนีรถไฟหัวลำโพงที่ผมเลือกคือการเดิน
เป็นการเดินแบกกระเป๋าใบใหญ่ที่ใส่อุปกรณ์แคมป์ปิ้ง 2 คืนเอาไว้ข้างใน น้ำหนักรวม 20 กิโลนิด ๆ

เป็นการเอา rain cover ที่พี่บ๊วยทำให้มาใช้ครั้งแรก เขินๆ เหมือนกัน

ระหว่างเก้ ๆ กัง ๆ ยืนรอรถไฟ ก็มีกลุ่มน้องๆ ที่ไม่รู้จักมาทัก
เพราะกระเป๋า จะว่าไปกระเป๋าใบนี้ที่ใช้มา 7 – 8 ปี ก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาหลายๆ ครั้ง
เป็นกระเป๋าที่ผ่านทริปมากว่า 100 ทริป และเดินทางไปแล้วครึ่งโลก
พบว่าน้อง ๆ กำลังจะไปขุนตาลเหมือนกัน แต่ที่แตกต่างกันคือ น้องๆ นั่งรถไฟชั้น 3!!!

รถไฟไทย แบ่งตู้แบบมักง่าย ๆ จะมีเป็น
– ปรับอากาศชั้น 1 ดีสุดสบายสุด มีห้องส่วนตัว นอน 2 หรือ 4 แล้วแต่ตู้ แต่แพงสุดๆ ด้วยเหมือนกัน เอาเป็นว่าราคาแพงกว่านั่งเครื่องบินไป – กลับตอนสายการบินมีโปรแล้วกัน และมีจำนวนน้อยมากต้องแย่งให้ทัน
– ปรับอากาศชั้น 2 แบบนี้ยังมีเตียงให้นอน มีแอร์เย็นสบาย ๆ แต่ไม่มีห้องเป็นสัดส่วน ทุกคนนอนในตู้เดียวกันมีม่านกั้นเตียงใคร เตียงมัน มีจำนวนน้อยและราคาค่อนข้างแพงอยู่ดี
– ชั้น 2 แบบพัดลม นี่เป็นตู้ที่ผมได้นั่งบ่อยที่สุดเพราะมีจำนวนเยอะ และราคาสมเหตุสมผล มีเตียงเหมือนกับแบบบน ๆ แต่ทนๆ เหนียวตัวหน่อยเพราะอากาศที่ผ่านมันจะประกอบไปด้วย ฝุ่น ควัน และอนุภาคอื่นๆ อีกมากมาย
– ชั้น 3 แบบนี้คือไม่มีเตียง มีเพียงที่นั่งแข็งๆ ที่ยืดไม่ได้ บางครั้งดึกๆ คนอาจลงมานอนที่พื้นบ้าง แน่นอนว่าถ้าระยะสั้น ๆ 2 – 5 ชั่วโมงยังพอทน แต่ถ้าต้องนั่งยาว 14 – 15 ชั่วโมงคงทรมานน่าดู

คุยได้พักนึงผมก็ขอตัวไปทำธุระส่วนตัวและ แยกย้ายขึ้นตู้รถไฟกัน ….
ส่วนอื่นในรถไฟ ก็ไม่ได้มีอะไรอเมซิ่งสำหรับคนเคยนั่งรถไฟเท่าไหร่
ไม่ว่าจะเป็น กระแปลงร่างเก้าอี้เราให้กลายเป็นเตียง การขึ้นมาขายของบนรถไฟ การรับออเดอร์เมนูอาหารเช้าตั้งแต่หัวค่ำ หรือการรถติดในกรุงเทพเป็นเวลานาน

สิ่งเดียวที่ทำให้ผมประหลาดใจบนรถไฟเที่ยวนี้คือ “หมา”

ใช่หมาจริง ๆ หมาพุ้ดเดิ้ลตัวเล็ก ๆ ที่เจ้าของอุ้มขึ้นรถไฟมาโดยไม่มีตระกร้าแต่อย่างใด
แล้วสภาพตู้รถไฟชั้น 2 คือทุกคนอยู่ในตู้เดียวกันหมด
แปลกใจถึงขั้นไปค้น google ว่าเอาหมาขึ้นรถไฟได้หรือเปล่า?
ปรากฏว่า … เอาขึ้นมาได้จริงๆ ด้วย !!! ไทยสุด ๆ
ตอนแรกก็คิดว่าเจ้าของคงพาหมานั่งรถไฟแค่ 3 – 4 ชั่วโมงแล้วคงลงแถวไหนสักแห่ง
แต่เปล่าเลย …
ราวๆ เที่ยงคืนผมหลับไปนิดหน่อยแล้วเผลอตื่นขึ้นมา
สายตาผมประสานกันเข้ากับเจ้าหมาน้อย ที่อยู่เตียงบนถัดไป 1 ที่นั่ง
มันนั่งมองผมอยู่ มันนั่งนิ่งมองนาน เหมือนกับเราจะต้องผูกพันกันไปตลอดกาล
แต่ที่น่าชื่นชมคือ มันไม่เห่า ไม่ดุ้กดิ้ก ไม่อะไรทั้งนั้น เหมือนตุ๊กตาที่ลืมใส่ถ่านมา
ส่วนเจ้าของก็ดูนอนหลับสบายไปเสียแล้ว

ตี 5 ครึ่ง
แสงเรือๆ ไหลมาทางหน้าต่าง เมื่อคืนผมนอนหลับ ๆ ตื่นๆ ตลอดเวลาบางช่วงร้อน บางช่วงหนาวมาก ปรับตัวไม่ถูก
แต่เมื่อแสงส่องมาแปลว่าผมควรจะตื่นขึ้นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นผ่านหน้าต่างรถไฟได้แล้ว

ภาพดูน่าอับอายเกินกว่าจะโพส แต่นี่คือแสงแรกที่เรือเบาๆ มาทางหน้าต่าง

ขอบฟ้าไกล ๆ เริ่มมีพระอาทิตย์ขึ้น
วิวทิวทัศน์ข้างทางเริ่มพอมองออก ว่าเป็นทุ่งนา เป็นบ้านคน เป็นถนน
ผมเปิด GPS ขึ้นมาดูพบว่าเราอยู่แถว ๆ พิษณุโลก

ฟ้าเริ่มสว่าง วิวข้างทางก็เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

ถึงตอนนี้นอกรถไฟเริ่มน่าจะสนใจขึ้นแล้ว

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ผมชื่นชอบมากคือ
“อาหารบนรถไฟ” แม้ว่าราคามันจะแพงและหลายครั้งมันก็ไม่ได้อร่อยขนาดนั้น
แต่การมากินบนรถไฟ ก็คือความแปลกใหม่ ที่อย่างน้อยควรมาลองสักครั้ง

ชุดอาหารเช้าราคา 150 – 250 ได้ข้าวต้ม น้ำส้ม กาแฟ แม้ไม่ได้อร่อยมากมายแต่การมากินที่ตู้สเบียงทำให้เราได้เจอผู้คน

คำแนะนำสำหรับการกินอาหารบนรถไฟ คือ… การต้องมากินที่ตู้สเบียง

เราจะได้เจอกับลุง ๆ ป้า ๆ ที่มาขายของบนรถไฟ แอบฟังการสนทนาของพวกเขา
“เนี้ยะ ก็เดี๋ยวไปขาขึ้นแล้วก็จะลง !#@$$ แล้วจับขาล่องมา !^%@#”
แฟนพันธุ์แท้รถไฟไทยน่าจะเป็นพวก ลุง ๆ ป้า ๆ นี่แหละ จำรอบ จำคน จำสถานี ได้แม่น
เพราะรถไฟคือส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตพวกเขา

…..ราว 7 โมงครึ่ง รถไฟมาถึงอุตรดิตถ์ แถวนี้จะเป็นช่วงที่รถไฟตีโค้งให้เราสามารถถ่ายรูปได้ ซึ่งถ้าอยู่ในตู้รถไฟจะไม่สามารถถ่ายได้ มี 3 ตัวเลือกคือออกไปตรงรอยต่อของตู้ที่เปิดอยู่ หรือไปที่ตู้สเบียง หรือนั่งรถไฟชั้น3

คุยกับผ้าที่ขายของบนรถไฟหลายเรื่อง คุยยาวจนนึกว่าป้าแกจะไม่ขายแล้ว ฮ่าๆ พบเรื่องน่าสนใจหลายอย่าง
– จริง ๆ การขึ้นมาขายของเป็นเรื่องผิดกฏหมาย
– คนที่ขึ้นมาขายไม่ได้มีตั๋ว หรือจ่ายค่าโดยสารแต่อย่างใด
– อาศัยขึ้นลงกลับบ้าน ซื้อของผ่านรถไฟนี่แหละ
– ป้าเคยทำงานกรุงเทพมาก่อน เป็นพนักงานบริษัทอะไรสักอย่าง แต่ไม่ไหวค่าครองชีพแพง
– มีปัญหาสุขภาพด้วย ฝุ่นและควันมากมาย เลยมาขายของบนรถไฟดีกว่า
– ป้าบอกว่าเห็นคนแถวบ้าน มาขายก็เลยเอาของมาขายบ้าง ง่าย ๆ แบบนั้นเลย

จริง ๆ ได้คุยกับอีกหลายคน ที่ใช้ชีวิตบนรถไฟ
และก็ซื้อของกินแหลกไม่เลือก คือใครขายอะไรก็ซื้อหมด อร่อยเกือบทุกอัน ฮ่า ๆ

11:30 ในที่สุดรถไฟก็ลอดอุโมงค์ขุนตาล อุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศ
จะว่าไปก็มาตรงเวลากว่าที่คิด

แดดจ้าเชียว

วันนั้นขุนตาลมีเหตุการณ์ประหลาด คือมีกลุ่มผู้แสวงบุญจากลำพูนมาหลายร้อยคน รถจึงจอดที่ขุนตาลนานเป็นพิเศษเพื่อจากต้องพ่วงขบวนเพิ่มอีก 10 ตู้ !!!
อันนี้ก็ความรู้ใหม่ว่าขบวนรถตู้พ่วงเพิ่มได้ เหมาตู้ได้ด้วย

รูปปั้นเจ้าหน้าที่แอบดูน่ากลัวววว

โอ้ยยย ยาวเกินไปแล้ว ถือว่าจบ part นั่งรถไฟเลยแล้วกัน รอบหน้าเป็น part การ เดินและแคมป์ที่ขุนตาลแล้ว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s