เมื่อความเนี้ยบคือภัยของการรักษ์โลก

Posted by

แบบเป็นเสียงก็มีนะ

https://soundcloud.com/suksit-kwanoran/ep79

 

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกท่าน
(หรือใครก็ตามที่หลงกดเข้ามาอ่าน)

แม้ว่ามันจะผ่านมาแล้วถึง 4 วัน แต่บล็อกของเรายังคงคอนเซ้ปความช้ากว่ากระแสเสมอๆ จริงๆ คือตอนอยู่ในป่าไม่มีอารมณ์เขียนอะไรเท่าไหร่ พอออกจากป่ามาก็มีธุระปะปังมากมาย ถึงเพิ่งได้รู้ว่าอ๋อ 7-11 เค้าไม่แจกถุงแล้วนะ รวมถึงร้านค้าอื่นๆด้วย

เฮ้ยแค่ข้ามปีมาวันเดียว ประเทศเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนี้เลย!!

แน่นอนว่ามีทั้งกระแสต่อต้านและสนับสนุน

ฝ่ายต่อต้านก็บอกว่ามันไม่สะดวก เป็นเรื่องที่ไม่ดีที่จะมาผลักภาระให้กับผู้บริโภค การใช้ถุงผ้ามันคุ้มจริงเหรอ? รวมถึงเรื่องพลาสติกแพ็คเก็จจิ้งอื่นๆละ ทำไมไม่ลดด้วย เรื่อง ซึ่งก็ดูมีเหตุผลดี

ฝ่ายสนับสนุนก็ให้เหตุผลถึงการช่วยกันคนละไม้คนละมือ เรื่องการเปลี่ยนแปลงที่ต้องค่อยๆทำ ซึ่งก็ดีอีกนั่นแหละ

ไม่มีอะไรจะเถียงเลยมันจริงทั้งคู่ แต่จริงๆมันเคยดีกว่านี้ …..

ย้อนกลับไปในสมัยที่ผมยังเด็ก เราใช้งานโลกน้อยกว่านี้เยอะเลย เราซ่อมของไม่ใช่ซื้อใหม่ เราไม่ได้มีเสื้อผ้าให้ซื้อเปลี่ยนทุกเดือน เราไม่ต้องมีโทรศัพท์คนละ 2 – 3 เครื่อง เราไม่มีชานมไข่มุก และเราเคยรียูสของใช้มากกว่านี้ …

เคยได้ยิน 3R ของ Waste Management ไหม? มันมาจาก Reduce, Reuse และ Recycle 

The Three R’s: “Reduce, Reuse, Recycle” Waste Hierarchy
3R ที่เป็นต้นกำเนิดการรักษ์โลกที่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยเห็นคนพูดถึงเท่าไหร่ คุ้นๆกันบ้างไหม

 

เริ่มต้นที่กฏข้อแรกคือ Reduce ซึ่งอันนี้เป็นต้นตอของการรักษ์โลกทั้งหมด แต่ดันไปสวนทางกับการบริโภคนิยมที่เราจะต้องสร้างเพิ่มขึ้น ใช้เพิ่มขึ้น มีเพิ่มขึ้น

ส่วนตัวรู้สึกขัดใจกับการคิดแบบธุรกิจมากๆ ที่บริษัททั้งหลายจะต้องเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ จะต้องขยายตลาด ต้องสร้างความต้องการให้ผู้บริโภค ต้องซื้อเพิ่ม ซื้อซ้ำ ทำให้ทุกวันนี้เรามีความต้องการใหม่ๆเกิดขึ้นตลอดเวลา

ถ้าใครเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม น่าจะได้อ่านเรื่องราวของยาสีฟันเปปโซเดนท์ ที่พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมของคนให้แปรงฟันกันบ่อยขึ้น จาก 1 – 2 วันครั้งกลายเป็นวันละ 2 ครั้ง โดยอาศัยการตลาดมาช่วย นอกจากนี้ภาพโฆษณายังจงใจทำยาสีฟันให้ใหญ่เต็มแปรงเพื่อให้คนใช้ยาสีฟันเพิ่มขึ้นไปอีก หรือแม้แต่การต้องเปลี่ยนแปรงสีฟันทุก 3 เดือน ทั้งหมดล้วนแต่ไปเพิ่มการใช้งานทรัพยากรบนโลกของเราทั้งสิ้น

เพื่อให้เราดูดี เพื่อให้เรารู้สึกพึงพอใจ เอาจริงๆหลายอย่างมันก็เกินกว่าความจำเป็นไปมากมายจริงๆ 

ข้อสองคือ Reuse คือการใช้ซ้ำ

สมัยผมยังเป็นเด็กในโรงอาหารของโรงเรียนจะมีพฤติกรรมประหลาดอันนึงที่เด็กเดี๋ยวนี้อาจจะไม่รู้จักแล้ว นั่นคือการมัดจำแก้ว อธิบายง่ายๆคือเราจะกินน้ำอัดลมใช่ไหม ใส่แก้วนะ สมมติราคาน้ำคือ 5 บาท เราอาจจะต้องจ่ายเงินไป 8 บาทแต่ถ้าเอาแก้วนั้นมาคืนเราจะได้เงิน 3 บาทคืนมา ซึ่งวิธีการแบบนี้เราสามารถเอามาใช้กับถุงพลาสติกก็ได้นะ หรืออย่างขวดโซดาแต่ก่อนก็เป็นระบบคืนขวดทั้งหมด แต่เดี๋ยวนี้เราหาระบบแบบนั้นไม่ได้แล้ว เราต้องการความง่ายในการจัดการแถมขวดโซดาที่แบบไม่คืนยังขายไม่ได้ราคาอีกด้วย

หรืออีกอย่างที่ขัดใจมากคือเรื่องการซ่อม สินค้าในยุคของความเนี้ยบแบบสตีฟจ็อบมักมาพร้อมกับการซ่อมไม่ได้ คือถ้าเสียก็เปลี่ยนใหม่อย่างเดียวแกะไม่ได้ ไม่มีอะไหล่ ไม่มีริ้วรอยการบุบสลายให้กวนใจเรา เราชอบความเนี้ยบ การซ่อมก็คือการ reuse อย่างหนึ่งเหมือนกัน

ส่วนเดี๋ยวนี้การ reuse ถูก reform เป็นการใช้ถุงผ้า หรือการใช้กล่องข้าวซ้ำ แก้วซ้ำ กระแสพวกนี้บางครั้งเหมือนจะดีแต่พอมันกลายเป็นแฟชั่นหลายครั้งมันกลับกลายเป็นการ reuse แบบปลอมๆ เช่นการมีแก้วสตาร์บัคหลายสิบใบ ใช้แค่ใบละ 2 – 3 ครั้ง การมีถุงผ้า 50 ใบใช้ใบละ 10 – 20 ครั้ง (ถุงผ้าจะเริ่มคุ้มค่าที่การใช้ซ้ำที่ 131 ครั้ง) การ reuse เลยกลายเป็นการ overuse ไปแทน

สุดท้ายที่เราพยายามทำกันอยู่คือ recycle ซึ่งถือเป็นปลายทางของการรักษ์โลกแล้ว คือเอาขยะมาเปลี่ยนรูปให้กลับไปเป็นวัสดุที่เราใช้ได้อีกครั้ง ซึ่งการ recycle นั้นเอาจริงๆมีปัญหาอยู่มากตั้งแต่ว่ามันจะต้องมีการใช้พลังงานเพื่อ recycle ต้องใช้เงินทุน ต้องมีความคุ้มค่าเข้ามาเกี่ยวข้อง มีคำกล่าวนึงที่ผมชอบมากคือ

“ไม่มีอะไรที่เป็นขยะหรอกถ้ามันอยู่ถูกที่”

ใช่แต่มันมักไม่ได้อยู่ถูกที่ไง เพราะเราอยากรักษ์โลกเราเลยเลือกเอาถุงพลาสติกย่อยสลายได้มาทำลายระบบการ recycle เอาหลอดกระดาษ แก้วกระดาษที่เอาเข้าจริงก็หาวิธี recycle มันไม่ได้ยกเว้นเผา มาใช้เพียงเพื่อให้รู้สึกว่าเรารักษ์โลกแล้ว แต่แท้จริงมันเป็นการทำลายกระบวนการ recycle อยู่ต่างหาก

จะเห็นว่า single-use plastic ที่ดูเหมือนเป็นผู้ร้ายที่เราต้องแบนมันออกไปจากหน้าจอทีวีแทบจะเป็นปลายทางของวงจรการรักษาโลกเลย สมัยปี 2539 มีโครงการที่สร้าง awareness ได้มากมายชื่อพลังงานหารสอง

ซึ่งถึงตอนนี้เด็กที่อยู่ที่หน้าจอทีวีสมัยนั้นก็คงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีส่วนทำลายโลกไปหมดแล้ว และลืมไปหมดแล้วด้วยว่าต้นทางของการรักษาให้โลกอยู่ต่อไปอีกนานๆ ไม่ใช่การใช้เพิ่มการหาการใช้ไปเรื่อยๆ แต่เป็นการลดการใช้งานลง ใช้เท่าที่จำเป็น มีเหตุผล

อะไรที่ไม่ทำแล้วมันก็ไม่ได้เดือดร้อนสักเท่าไหร่ การแลกเอาเวลาหรือความสะดวกเล็กๆน้อยๆทิ้งไปเสียบ้างอาจจะเป็นหนทางที่เราเพิ่มเวลาที่ลูกหลานเราจะอยู่กับโลกไปได้นานขึ้นอีกนิดก็ได้นะ

แทนที่จะเลือกใช้กระเป๋า แก้วน้ำ รักษ์โลกหรือมาเถียงเรื่องถุงพลาสติกจะแจกหรือไม่แจกดี เรามาลดการใช้ของที่ไม่จำเป็นดีกว่าไหม ถ้าไม่มีถุงก็ซื้อเท่าที่จะพอใช้ ไม่ต้องใช้หลอดดูด เดินเท่าที่เดินได้เดินทางเท่าที่จำเป็น กินผักผลไม้ที่ไม่สวยบ้าง ไม่ต้องตามแฟชั่นให้ทันตลอดเวลา ทิ้งให้น้อยที่สุด แล้วเอามันกลับมาใช้ซ้ำ ศึกษาให้มาก เท่านี้น่าจะเป็นต้นทางของการรักษ์โลกแล้วนะ

ปล. เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เค้าเอานโยบายหารสองกลับมาทำใหม่แล้วนะ แต่ไม่ impact อ่ะสู้ของเก่าไม่ได้เลยจริงๆ หรือเพราะเราแก่ไปแล้วนะ บางแนวคิดของแคมเปจน์ปี 2539 นี่มันมาก่อนกาลจริงๆนะ

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s